ข้อสังเกตเกี่ยวกับศิลปะภาพถ่าย
ว่าด้วยการกระจายตัวตามแนวระนาบ
อัครา นักทำนา
มิถุนายน 2566
............................................................................
บทที่ 2 การตื่นขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในกรอบอันปลอดภัยและสงบสุข เป็นการเปลี่ยนขั้นที่หยาบที่สุด
หากสังเกตเห็นผู้คนกำลังสร้างงานที่เหมือนจะทำให้งานเนื้อหาเดิม ๆ นั้นมันสวยขึ้น ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเราก็กำลังเป็นส่วนหนึ่งในวงจร การหยุดเพื่อพิจารณาว่าควรจะปีนต่อไปบนกองพะเนินของงานเหล่านั้น หรือมองหาเขาลูกใหม่ที่ต้องหักร้างถางพงเพื่อที่จะขึ้นไปบนยอด น่าจะเป็นเหมือนการยืนบนเส้นเขตแดนที่มีทางเลือกให้เพียงหันหลังกลับไปในพื้นที่ที่แสนอบอุ่นคุ้นเคย หรือก้าวเข้าไปในดินแดนใหม่อันยากที่จะคาดเดาอนาคตข้างหน้า คำตอบคงไม่มีผิดถูก ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยที่แวดล้อมและจริตส่วนบุคคล (รวมถึงประโยชน์ต่าง ๆ) แต่สิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือ เหล่าผู้เห็นต่างที่กำลังหนีออกจากศูนย์กลางล้วนเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นทางเดินใหม่ และจะได้จับจองพื้นที่ก่อนคนอื่นเสมอ
การตื่นขึ้น และตระหนักรู้สิ่งที่ตัวเองกำลังทำ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตระหนักรู้โลกภายนอก มันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก เพราะหากเรายังพยายามจะเปลี่ยนข้างนอกแต่พื้นฐานยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ก็คงไม่ผิดอะไรกับการเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพหรือตัวนายแบบนางแบบเรื่อยไป สวยขึ้น วิจิตรตระการตาขึ้น จนกลายเป็นเทือกเขายิ่งใหญ่อันสุดแสนจะพรรณา ที่สุดท้ายแล้วการทำลายมันด้วยมือของเราเองคงเป็นเรื่องที่ยากมากจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผู้เขียนถ่ายภาพสตรีทในช่วงแรก เคยส่งงานภาพถ่ายที่เป็นชุดเข้าประกวดงานภาพถ่ายงานหนึ่งที่จัดโดยต่างประเทศ โดยแต่ละภาพในชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และไม่ได้มีแนวคิดประกอบชุดงาน หากจะเรียกว่า “งานรวมฮิต” (Personal Best) ก็ไม่ผิดนัก การส่งครั้งนั้นได้รางวัลชมเชยกลับมาซึ่งทำให้ผู้เขียนค่อนข้างภูมิใจ และคิดว่าการทำงานแบบนี้ก็ไม่เลวนัก น่าจะมาถูกทาง ต่อมาไม่นานผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ผู้สอนของเวิร์คช็อปที่มาจากการประกวดเดียวกันที่เมืองไทย กลับกลายเป็นว่าหลาย ๆ สิ่งที่ได้รับรู้ในเวิร์คช็อปครั้งนั้น เช่น การมีแนวคิดหลัก การคัดเลือกภาพ จัดเรียงภาพ ฯลฯ ทำให้ยอดเขาที่เคยสูงลิบในความคิดผู้เขียนแบนราบลง และดันให้ยอดเขาแห่งการทดลองใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามแนวระนาบเดิมนั้น
งานที่มีแนวคิด (Concept) เป็นแก่นกลางคือสิ่งจำเป็น มันคือเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะหากปราศจากแนวคิดแล้วสิ่งที่เรากำลังทำก็จะเป็นงานรวมฮิตที่ดูน่าหลงใหล ผู้คนปลาบปลื้ม โดยที่ไม่มีอะไรนอกจากนั้น งานที่ทำทีว่าจะเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะมีผลกระทบไปหลากหลายระดับชั้นเหมือนการไปตีโครงสร้างเหล็กให้เกิดเสียงสั่นสะเทือนไปตลอดโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างภายในของศิลปินเอง จนส่งแรงแผ่กระจายออกไปถึงโครงสร้างใหญ่ในสังคมภายนอก การมีแนวคิดในตัวงานคือสิ่งสำคัญยิ่งยวดในการพัฒนางานให้หลุดออกจากความจำเจทั้งหลาย เป็นการกำหนดทิศทางไม่ให้ฟุ้งไปกับสิ่งล่อตาล่อใจที่วางล่อเอาไว้
อีกหนึ่งประการสำคัญในเรื่องเหล่านี้คือ แนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่การลอกเปลือกหยาบ ๆ ออกเท่านั้น แต่มันคือการลดละสิ่งที่เคยยึดถือปฏิบัติมา รื้อทิ้ง ทำมันในรูปแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนทั้งเรื่องกระบวนการ ความงามทางศิลปะ การตีความคุณค่า และความหมายของสิ่งเหล่านั้น เช่น ความสมบูรณ์แบบของแสงเงา การจัดองค์ประกอบตามกฎดั้งเดิม ความสวยงามที่เชื่อ และทำตามกันมายาวนาน สิ่งเหล่านี้ยังมีความจำเป็นหรือปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ ต้องอาศัยการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะจากขนบเก่า ตั้งคำถามต่อเรื่องเหล่านั้น และเมื่อลงมือเปลี่ยนแปลงแล้วมักจะเกิดแรงปะทะตามมาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะจากผู้ที่ชื่นชอบเรื่องเดิม ๆ อยู่ และมีความรู้จำกัด มีกรณีตัวอย่างของศิลปินภาพถ่ายหลายคน และปรากฏการณ์ในสังคมที่แสดงถึงการตื่นขึ้นมา สงสัย ตั้งคำถาม และทำสิ่งที่ต่างออกไปทั้งในเรื่อง ‘ศิลปะ’ และ ‘แนวคิด’ อาทิเช่น
My Thai โดย ดาว วาสิกสิริ
ดาว วาสิกสิริ ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง, ศิลปินภาพถ่ายร่วมสมัย, และอดีตนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ ทำงานภาพถ่ายแนวสตรีทตั้งแต่ปี 2543 [1] ยุคที่น้อยคนในเมืองไทยจะเข้าใจคำว่า Street Photography จากที่การทำงานเป็นช่างภาพแฟชั่นที่ต้อง ‘เนี้ยบ’ เรียกร้องความสมบูรณ์แบบขีดสุด แต่หากงานที่เป็นส่วนตัว (Personal Project) ดาว วาสิกสิริ เลือกที่จะผ่อนคลาย และ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ ในยุคนั้นการถ่ายภาพแนวสตรีทก็เป็นอะไรที่ตรงกับแนวคิดของเขาพอดี
ภาพถ่ายสตรีทของ ดาว วาสิกสิริ มีความขบขัน สีที่จัดจ้านเกินจริง การวางเฟรมไม่ปกติ หลายอย่างไม่ตรงตามกฎเกณฑ์การถ่ายภาพในตำรา เต็มไปด้วยความดิบตามแนวทางของภาพถ่ายสตรีทที่กำลังตื่นตัวในต่างประเทศ (ปีเดียวกับที่กลุ่ม iN-PLUBLiC ก่อตั้ง) ในขณะนั้นผู้คนในแวดวงถ่ายภาพเมืองไทยถึงกับประหลาดใจถึงการเปลี่ยนแปลงในงานชุดใหม่ของเขา รุ่นใหญ่บางคนถึงกับบอกว่า “ถ่ายรูปไม่เป็น” บ้างก็ว่า “สีสดเกินไป” หรือ “ถ่ายรูปเอียงได้อย่างไร” [2] ดาว วาสิกสิริไม่สนใจกับคำวิจารณ์ที่คร่ำครึ ยังเดินหน้าทำงานภาพถ่ายสตรีทตามที่เขาเชื่อ จนกระทั้งงานชุด ‘My Thai’ ที่รวมงานภาพแนวสตรีทของเขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘9 Days in the Kingdom’ หนังสือภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในปี 2550 (ดาว วาสิกสิริ ถูกเสนอชื่อโดย สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายกสมาคมถ่ายภาพฯ ในขณะนั้น) [3] รวมไปถึงในอีกสิบกว่าปีถัดมาเมื่อภาพถ่ายสตรีทได้รับความนิยมในเมืองไทย รูปแบบงานของ ดาว วาสิกสิริ ก็ยังทันสมัย และเข้ากับบริบทของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
เรื่องเหล่านี้บอกให้รู้เป็นนัยว่าคนที่อยู่ในมิติโบราณยากที่จะเข้าใจคนที่หนีออกมาอยู่ในมิติที่สูงกว่า และเขาเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหลุดออกมาจากเขาวงกตที่ตัวเองสร้างเอาไว้ มีศิลปินภาพถ่ายบางคนเคยทำงานในรูปแบบหนึ่งจนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่กระนั้นก็ยังเดินออกจากจุดปลอดภัย มาทำสิ่งที่ต่างออกไป เช่น ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์ ที่เริ่มต้นทำงานภาพถ่ายจากแนวสตรีทโฟโต้จนได้รางวัลในการถ่ายภาพอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น ชนะรางวัล Young Street Photography Contest ปี 2560, รางวัลที่สองของ The 7th Chang International Fine Art Photo Contest, การเข้ารอบสุดท้ายของรายการระดับนานาชาติ อาทิ Miami Street Photography Festival 2560, Italian Street Photography Festival 2561 เป็นต้น [4]
Parallel Rays โดย ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์
สยามสแควร์ โดย ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์
หากช่วงหลังศิรวิทย์เน้นไปทำงานงานเชิงความคิดมากขึ้น อาจไม่ได้หวือหวาทางด้านภาพเหมือนตอนทำงานภาพถ่ายสตรีท แต่กลับเพิ่มพื้นที่ทางศิลปะภาพถ่ายในอีกรูปแบบหนึ่งที่ปล่อยให้ความคิดของศิลปิน และผู้ชมข้ามเข้ามาสนทนากันโดยที่ไม่ได้มีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ หรือถูกโน้มน้าวจากความงามทางภาพถ่ายมาจำกัดไว้มากจนเกินไป งานภาพถ่ายชุด ‘Parallel Rays’ ศิรวิทย์นำเสนอภาพช่วงเวลาท้ายๆของห้างที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานอย่าง ‘กาดสวนแก้ว’ ผนวกเรื่องราวความรัก ความเสื่อมถอยของความสัมพันธ์ครั้งเก่า และห้างกาดสวนแก้วที่เดินควบคู่กันไปอย่างสลับซับซ้อน
ภายหลังงานชุด Parallel Rays ได้ไปจัดแสดงร่วมกับศิลปินภาพถ่ายรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งชื่อ ศิริน ม่วงมัน ที่ทำงานภาพถ่ายบนพื้นที่กาดสวนแก้วเช่นเดียวกัน (Dream Construction หรือ ดินแดนแห่งฝัน) โดยนิทรรศการของทั้งสองคนมีชื่อว่า ‘Dear Customer, Ticket Sold are Non-Refundable’ จัดแสดงที่ Window Gallery and Cafe ที่เชิงสะพานหัวช้าง ได้ ฐิตพัฒน์ ฉิมประเสริฐ เป็นภัณฑารักษ์ [5] อีกผลงานหนึ่งคือ ‘สยามสแควร์’ ศิรวิทย์บักทึกเหตุการณ์ที่เหมือนการนับถอยหลังการสิ้นสุดของย่านสยามสแควร์เก่า การเพิ่มขึ้นของค่าเช่าที่เป็นเหมือนการไล่ที่กลาย ๆ ช่วงเวลาก่อนทุนใหญ่จะเข้ามากลืนกิน และเปลี่ยนให้เป็นความทันสมัย เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ถูกถ่ายทอดด้วยตัวมันเอง รอให้ศิลปินหรือใครก็ตามเข้าไปเป็นประจักษ์พยานในเรื่องหล่านี้
‘นิมิตลวง’ (Broken Dreams) และ ‘เมืองในฝัน’ (Nothing but a Dream) โดย ภูวดล แสงวิเชียร
ภูวดล แสงวิเชียร ศิลปินภาพถ่ายอีกคนที่มีทักษะความสามารถเอื้อต่อการเจริญเติบโตในสายการถ่ายภาพแนวสตรีท แต่หันมาทำงานในรูปแบบของงานภาพถ่ายเชิงความคิดที่ลึกขึ้น ประหนึ่งเปิดประตูเข้าไปเดินดูความคิด และจิตใจของตัวเองแง่มุมต่าง ๆ เช่น ผลงานชื่อ ‘นิมิตลวง’ (Broken Dreams) ที่เข้าไปเก็บบันทึกภาพในสวนสัตว์กลางเมืองที่เป็นเหมือนความฝันอันสวยงามทะเยอทะยานของคนยุคหนึ่ง หากปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยความฝันเจือจางท่ามกลางสิ่งใหม่ ๆ รอบตัวที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว งานชุดนี้จัดแสดงที่ Fotoclub BKK ในปี 2562
‘Home’ คืองานภาพชุดที่ฉายภาพเข้าไปยังบ้านของเขาที่ราวกับมีสองช่วงเวลาซ้อนทับกัน บ้านที่เคยมีชีวิตมากมายในอดีต กับบ้านในวันที่หลงเหลือเพียงความทรงจำ ทั้งสองอย่างเป็นดังแสงสลัวที่เต้นพริ้วไปมาภายในบ้านจนเกิดภาพหลอนสลับไปมา ไม่ต่างกับฉายภาพยนตร์สองเรื่องไปบนจอเดียวกัน งานนี้จัดแสดงที่ CTypeMag แกลลอรี่เมื่อปี 2564
งานชุด ‘เมืองในฝัน’ (Nothing but a Dream) นำเสนอภาพความเป็นไปของเมืองพัทยาจากเคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงจนไม่หลงเหลือเค้าเดิม ทั้งสภาพสิ่งแวดล้อม ผู้คนที่ย้ายถิ่นอพยพเข้ามา การดำรงชีวิตที่ต้องปรับตัวไปตามบริบทของการเป็นเมืองท่องเที่ยว การดิ้นรนของผู้คนที่เหมือนกับต้องใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความฝันอันสวยหรู กับความจริงที่กำลังดำเนินไป บางส่วนของงานชุดนี้ผู้เขียนเลือกไปจัดแสดงที่ MOCA เมื่อปี 2565
#365ohmanawat โดย อนวัช เพชรอุดมสินสุข
อนวัช เพชรอุดมสินสุข หรือ โอม ช่างภาพอาหารที่ไม่ได้แค่ถ่ายภาพอาหารไปวัน ๆ แต่เขาใช้ความรู้ และทักษะหนีออกมาจากการที่เอาแต่คิดว่า ‘จะถ่ายภาพอาหารอย่างไรให้ดูน่ากิน’ มาทำในสิ่งที่แหวกขนบออกไปซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนจะสนใจมาทำ โอมเริ่มทำงานภาพถ่ายส่วนตัวที่ชื่อว่า #365ohmanawat ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากช่างภาพแฟชั่นชื่อดังชาวจีน-มาเลเซีย จงหลิน (Zhong Lin) ที่ถ่ายภาพ 365 วันไม่ซ้ำกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด-19 ระบาดทำให้ไม่มีงานเข้ามา โอมจึงตัดสินใจทำงานชิ้นนี้เพื่อท้าทายตัวเอง [6] ซึ่งงานส่วนใหญ่ในชุดภาพนี้นำเสนอความแปลกพิศดารจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว อย่างที่โอมกล่าวถึงเรื่อง Cursed Images (ภาพต้องสาป) ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในงานชุดนี้
Cursed Images เป็นภาพถ่ายที่นิยมเผยแพร่กันในสังคมออนไลน์ตั้งแต่ปี 2559 และแพร่มาถึงปัจจุบัน เริ่มต้นจากบล็อคชื่อ cursedimages บน Tumblr [7] เป็นภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลก่อนปี 2543 (ค.ศ. 2000) อาจเรียกว่ากล้อง point-and-shoot ที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา แสงแฟลชจะแข็ง ได้ไฟล์คุณภาพต่ำ ภาพจะแสดงเนื้อหาที่แปลกประหลาด ลึกลับ อธิบายไม่ได้ เป็นภาพสิ่งธรรมดาทั่วไปที่พบเจอในชีวิตประจำวัน เมื่อดูภาพแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ราวกับกำลังถูกสิ่งที่สิงอยู่ในภาพสาปแช่ง เป็นภาพที่ไม่อาจจัดเป็น ‘ภาพเก่า’ (Vintage) และไม่อาจไปถึงความ ‘ร่วมสมัย’ ได้ ถือว่าเป็นศิลปะแห่งความกระอักกระอ่วนโดยแท้ สมัยก่อนจะมีภาพแบบนี้เหมือนกัน เช่น ภาพถ่ายฝาแฝด Identical Twins ของ ดีแอน อาร์บัส (Diane Arbus)
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ การบอกเล่าถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเรื่อง COVID-19 ที่ทุกคนกำลังเผชิญ และได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นภาพปลาที่ตายแล้วกำลังคาบที่ตรวจวัดโควิดอยู่, ภาพเครื่องฟอกอากาศที่มี ดอกบัวขึ้นอยู่รอบๆ ดูสงบสันติประหนึ่งเป็นเครื่องมือจำเป็นที่เอาไว้ทำสมาธิในวัดเซนตอนที่มีฝุ่น PM 2.5 หรือภาพ ‘ไอ้ไข่’ จำลองที่มีป้ายราคา 9,999 ติดอยู่บ่งบอกถึงความเชื่อในเรื่องโชคลาภของสังคมไทย โดยมีไอ้ไข่เป็นผู้มีอิทธิพลทางความเชื่อ และศรัทธามากกว่าพระพุทธรูปในในวัดด้วยซ้ำ (ผู้เขียนเคยไปเยือนถึงวัดที่มีไอ้ไข่ตัวจริงประดิษฐานมาแล้ว คำกล่าวนี้คงไม่เกินเลยไปนัก)
งานเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องการออกมาทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มักจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป สิ่งเหล่านี้นำพาผู้ที่สร้างมันขึ้นมาไปสู่เส้นทางที่ไม่รู้จัก และจะได้จับจองพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสมอ ที่ศูนย์กลางมักจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้คน และโอกาสมากมายกระจุกตัวกันรวมกันอยู่ หากลองคิดภาพก็คงไม่ต่างจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่ทรัพยากรถูกทุ่มลงมาจำนวนมากเพื่อพัฒนาระบบต่าง ๆ คนที่วิ่งวุ่นอยู่ในนั้นอาจหลงลืมเรื่องที่น่าสนใจตามชายขอบ เดินตามระบบเรื่อยไปแต่ละวันไม่ต่างกับมนุษย์ที่นอนเป็นถ่านไฟฉายป้อนพลังงานให้กับเมืองจักรกลในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix การหนีจากศูนย์กลางเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อหลายปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกของแต่ละบุคคล แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกกินยาเม็ดสีแดง แล้วตื่นขึ้นมาถอดปลั๊กตัวเองออกเมื่อไรก็เท่านั้น การกินยาเม็ดสีแดง และการถอดปลั๊กออกเป็นเนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ที่ตัวเอกพยายามจะหนีออกจากโลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างโดยเหล่าจักรกล [8]
นับเริ่มจากปี 2563 [9] การตื่นรู้ทางการเมืองภาคประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ผลักดันการเกิดปรากฏการณ์หลายอย่าง เรียกได้ว่าไม่เคยเห็นมานับตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์เดือนตุลา 2516 และ 2519 ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายทศวรรษก่อน อาทิเช่น การชุมนุมขนาดใหญ่ของเหล่านักศึกษา-เยาวชน การพูดถึงการเมือง และสิทธิการแสดงออกอย่างกว้างขวางแหลมคม รวมถึงการวิพากษ์เรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องยากที่กล่าวถึงด้วยข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย ที่สำคัญคือสภาพสังคมที่ต่างออกไป และเอื้อต่อเรื่องเหล่านั้น แต่หากเงื่อนเวลาพัดพาให้สิ่งต่าง ๆเลื่อนไหลไปพร้อมกับยุคสมัยใหม่ และ ‘ปัจจัย’ บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงจนเอื้อให้เกิดสภาวะ ‘สงบนิ่ง’ ของคนกลุ่มที่สนับสนุนเดิม จนเลยไปถึงการเปลี่ยนขั้วไปอีกปีกหนึ่งของคนเหล่านั้น ซึ่งเป็นสภาวะที่น่าสนใจว่าด้วยสาเหตุ หรือปัจจัยอะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น เวลา, สภาพสังคม, ตัวบุคคล หรือเกิดขึ้นเองตามกฎของธรรมชาติที่ไม่ว่าสิ่งใด ๆ ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ความเคลื่อนไหวทางศิลปะภาพถ่ายในเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาตามลำดับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาจากช่างภาพสื่อสารมวลชน (Photojournalist) เป็นหลัก แต่ก็มีช่างภาพอิสระจำนวนมากที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์โดยตรงได้บันทึกสิ่งเหล่านี้ และเผยแพร่ออกไปในช่องทางการสื่อสารของตัวเอง เช่นทางสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงงานผ่านทางนิทรรศการ หรือหนังสือภาพถ่าย
หนังสือภาพถ่าย EBB จากสำนักพิมพ์ Arc Press และ No God No King Only Human จากสำนักพิมพ์ KARAVA
‘EBB’ (พิมพ์ครั้งแรก 2564) คือหนังสือภาพถ่ายที่ผลิตออกมาจากสำนักพิมพ์อิสระ Arc Press ได้ กันต์ระพี โชคไพบูลย์ เป็นภัณฑารักษ์ ออกแบบรูปเล่มโดย ‘ปริวัฒน์ อนันตชินะ’ นำเสนอภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม และปรากฏการณ์ต่างๆของกลุ่มเยาวชนฯ ที่น่าสนใจในหนังสือภาพเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายที่เน้นการรายงานความจริงแบบภาพข่าวสื่อสารมวลชนทั่วไป (Photojournalism) แต่โน้มเอียงมาทางการสร้างงานบนความหลากหลายของแนวคิดในพื้นที่เหตุการณ์เดียวกัน เช่นการนำเอาอักษรกราฟฟิตี้ (Graffiti) มาเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ที่จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเห็นทางการเมือง และการต่อต้าน (อย่างกรณีล่าสุดของ แป้ง-กราฟิตี้ หรือ สมรนนท์ แย้มอุทัย ที่ไปพ่นข้อความเกี่ยวกับการต่อต้าน ม.112 บนกำแพงของพระบรมหาราชวัง), งานภาพถ่ายจากจอโทรทัศน์ที่มีภาพของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถูกคลื่นรบกวนตลอดเวลาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม, ภาพของพลุไฟระเบิดกลางอากาศที่ดูราวกับเป็นการจุดเฉลิมฉลองการก้าวข้ามไปสู่ปีใหม่, หรือแม้แต่ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ถูกฉายแสงจ้าจนขาวโพลนทำให้ดูเหมือนกับมันได้หายสาบสูญไปจากประเทศนี้ หลายภาพนำเสนอในแง่มุมที่ไม่อาจนำไปรายงานข่าวแบบปกติได้ ซึ่งเป็นความจริงในอีกรูปแบบหนึ่ง รูปแบบที่กระจายตัวไปตามปริมณฑลต่าง ๆ ของผู้คนที่มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเดียวกัน
หน้งสือภาพถ่ายอีกเล่มหนึ่งที่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกันคือ ‘No God No King Only Human’ (พิมพ์ครั้งแรก 2565) ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ KARAVA โดยมี Korn Karava เป็นบรรณาธิการ รวบรวมภาพการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563-2565 ในเล่มฉายภาพของการชุมชุมอย่างใกล้ชิด ดุเดือด เหมือนกับได้ไปร่วมผจญแก๊สน้ำตาในแนวหน้ากับผู้คนเหล่านั้น มีงานที่น่าสนใจเช่น งานภาพขาวดำของ พีระ วรปรีชาพาณิชย์ นำเสนอภาพของผู้คนในพื้นที่ชุมนุมที่แสดงออกถึงความเงียบงัน อึมครึม เหมือนกำลังรอให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น บางภาพของพีระทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงภาพข่าวเก่าในยุคเดือนตุลา 2516, ภาพต่อเนื่องกันของ ไลลา ตาเฮ และ ปฏิภัทร จันทร์ทอง ที่นำเสนอภาพสิ่งของที่หลงเหลือหลังการปะทะของทั้งสองฝ่าย และงานภาพขาวดำของ ธนกฤต กฤษณยรรยง ที่ใช้เทคนิคเรื่องความไวชัตเตอร์ ส่งให้งานของเขาดูเหนือจริง และสื่อสารไปได้ไกลมากกว่าแค่การรายงานข่าว
ภาพถ่ายการเมือง โดย ณัฐวุฒิ เตจา
ภาพถ่ายการเมือง โดย อัษฎาวุธ บุญฤทธิ์ศักดิ์
นิทรรศการภาพถ่ายกลุ่มที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) ในชื่อว่า ‘นักตีความ’ (Interpreters) ผู้เขียนเลือกเอาบางผลงานที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาจัดแสดงด้วย อาทิงานของ ณัฐวุฒิ เตจา เป็นภาพของวัตถุที่หลงเหลือจากการปะทะในช่วงชุมนุม ที่ณัฐวุฒินำมาวางไว้บนพื้นหลังสีขาวอย่างเรียบง่าย อาทิเช่น ลูกแก้ว ตะปู กระสุนแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เศษปากขวดที่แตก, งานของปฏิภัทร จันทร์ทอง ช่างภาพข่าวจาก REALFRAME นำเสนอภาพถ่ายที่มาจากการชุมนุมทางการเมืองของไทยนับตั้งแต่การสลายการชุมนุมในปี 2553 การรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จนถึงการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมในช่วงปี 2564 - 2565, ภาพของ อัษฎาวุธ บุญฤทธิ์ศักดิ์ จับจ้องไปที่อารมณ์ จังหวะเหตุการณ์ต่าง ๆ จนบางครั้งดูแล้วเหมือนกับฉากที่ถูกจัดขึ้นเพื่องานภาพยนตร์ เช่น ภาพกว้างของการชุมชุมที่แต่ละคนกำลังเปิดแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ, ภาพผู้หญิงชุดแดงกำลังนั่งบนพื้นถนนเผชิญหน้ากับตำรวจควบคุมฝูงชน (ค.ฝ.), ภาพระยะใกล้ของตำรวจนายหนึ่งที่บรรยากาศของภาพ และสายตาของเขาบ่งบอกอะไรได้มากมาย
อีกนิทรรศการหนึ่งที่จัดขึ้นช่วงต้นปี 2566 คือ ‘Landing in Utopia’ จัดขึ้นที่ HOP ห้างซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์ เป็นการรวบรวมภาพถ่ายจากช่างภาพข่าวหลากหลายผลงาน ได้ ชรินทร ราชุรัชต ศิลปินภาพถ่ายชาวไทยที่ได้รับรางวัล World Press Photo ปี 2565 และ ศักดิ์ชัย ลลิต ช่างภาพสำนักข่าว AP เป็นภัณฑารักษ์ ช่างภาพที่ร่วมแสดงงาน อาทิ อำพล ทองเมืองหลวง, อธิษฐ์ พีระวงศ์เมธา, สมศักดิ์ เนตรทอง เป็นต้น [10]
ภาพถ่ายการเมือง โดย วินัย ดิษฐจร และ วิสิทธิ์ กุลศิริ
นอกเหนือจากช่างภาพรุ่นใหม่ยังมีช่างภาพอิสระหลายๆคนที่ทำงานในเหตุการณ์ทางการเมืองมาเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น วินัย ดิษฐจร ช่างภาพข่าวอิสระที่มีนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยว ‘RED, YELLOW & BEYOND’ จัดขึ้นสองแกลลอรี่ VS Gallery และ CARTEL Artspace ในปี 2566 เป็นนิทรรศการที่รวบรวมงานภาพถ่ายการชุมนุมที่วินัยทำมาตลอดเกือบสองทศวรรษ นับตั้งแต่สงครามสีเสื้อ ‘เหลือง-แดง’ จนมาถึงยุค ‘เผด็จการ-ประชาธิปไตย’ รวมไปถึงการทำรัฐประหารทั้งสองครั้ง [11] งานภาพถ่ายของวินัย ดิษฐจร ถือเป็นชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องได้รับการรักษา และเก็บบันทึกไว้
วิสิทธิ์ กุลศิริ ช่างภาพอีกคนหนึ่งที่ทำงานภาพถ่ายการเมืองเป็นระยะเวลานาน แม้ว่าเริ่มจากงานภาพถ่ายสตรีท แต่งานภาพถ่ายการเมืองโดยเฉพาะภาพชุดการชุมนุมทางการเมือง วิสิทธิ์ได้ผสมผสานความเป็นสตรีทโฟโต้เข้าไปในงานภาพข่าวได้อย่างสนุก และมีความเป็น ‘ไทยไทย’ (Thainess) อย่างมาก เขาใช้ฟิล์มขาวดำ และแฟลชในการทำงาน ถือว่าเป็นช่างภาพสตรีทคนแรก ๆ ที่เข้าไปในพื้นที่การชุมนุมนับตั้งแต่ยุคสงครามเสื้อสีจนถึงยุคปัจจุบัน งานที่น่าสนใจคือชุด III สามารถเข้าไปชมงานได้ที่เวบไซต์ของกลุ่ม Street Photo Thailand [12] เหตุการณ์ในขณะที่กำลังเขียนหนังเล่มนี้ (กลางปี 2566) ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายปีหลังจากนี้ แน่นอนว่าการถ่ายภาพสื่อสารมวลชนของไทยยังเป็นปัจจัยหลักที่จะบันทึกอีกหลายหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ ที่ผู้เขียนเองมองเห็นถึงการพัฒนาที่รวดเร็วไปบนแผ่นระนาบเดียวกับความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของศิลปะภาพถ่ายร่วมสมัยของไทย และของสากลอย่างมีนัยสำคัญ
เชิงอรรถ
[1] ดาว วาสิกสิริ. ศิลปินภาพถ่าย. (22 มิถุนายน 2566). สัมภาษณ์.
[2] เรื่องเดียวกัน
[3] เรื่องเดียวกัน
[4] ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์. (2023). CV. https://www.sirawitkittikorn.com/cv
[5] Contest War. (2023). นิทรรศการภาพถ่าย "Dear Customer, Ticket Sold are Non-Refundable". https://exhibition.contestwar.com/node/3138
[6] กุลธิดา สิทธิฤาชัย. a day. (2565). #365ohmanawat โปรเจกต์ถ่ายภาพอาหารที่ไม่ต้องน่ากินก็ได้เป็นเวลา 1 ปีโดย อนวัช เพชรอุดมสินสุข. https://adaymagazine.com/365ohmanawat
[7] Wikipedia. (2020). Cursed Image. https://en.wikipedia.org/wiki/Cursed_image
[8] Lana Wachowski, Lilly Wachowski (Director). (1999). The Matrix [Motion picture]. United States of America: Warner Bros.
[9] ilaw-freedom. (2022). การชุมนุมปี 2563 พริบตาแห่งความเปลี่ยนแปลง: พลังก่อตัวจากไหน มีพัฒนาการอย่างไร เราเจออะไรมาบ้าง. https://freedom.ilaw.or.th/node/1059
[10] Chalotorn Anchaleesahakorn. (2023). Landing in Utopia Exhibition. https://fineart-magazine.com/landing-in-utopia-exhibition
[11] จรณ์ ยวนเจริญ. (2023). RED, YELLOW & BEYOND: ใบหน้าและดวงตา 17 ปี ประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชน. https://waymagazine.org/vinai-dithajohn-red-yellow-and-beyond
[12] Street Photo Thailand. (2023). Visit Kulsiri - III. https://www.streetphotothailand.com/gallery/268